ชวนเด็กไทย'เงยหน้า'ออกมาเล่น”

 

ยุค "สังคมก้มหน้า" ทำให้เด็กไทยกำลังขาดกิจกรรมทางกาย สะท้อนผ่านผลการศึกษาโครงการสำรวจกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กและเยาวชนไทย  หรือ Report Card ซึ่งพบว่า มีเด็กไทยเพียง 23.2 % ที่มีกิจกรรมทางกายรวมกันอย่างน้อยวันละ 60 นาทีต่อวัน ขณะที่สถิติพฤติกรรมเนือยนิ่ง(Sedentary) สูงถึงวันละ 13 ชั่วโมง 35 นาที ส่งผล กระทบต่อการเกิดภาวะอ้วนในเด็กไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การชวนเด็ก ๆ ให้ออกมาแอ๊คทีฟ ขยับร่างกายอย่างน้อยวันละ 60 นาทีทุกวันภายใต้แนวคิด "ออกมาเล่น" (Active Play) ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก จึงเป็นที่มาของกิจกรรมโรดโชว์โครงการ Active Play Active School ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถานศึกษานำร่องในจังหวัดต่าง ๆ ทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายในกลุ่มเด็กและเยาวชนวัย 6-14 ปี รวมทั้งให้ความรู้ให้แก่ครูและผู้ปกครองได้เล็งเห็นความสำคัญของกิจกรรมทางกายมากขึ้น ลดปัญหาเด็กอ้วนในวัยเรียน ล่าสุดกับกิจกรรมสัญจรในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ยกขบวนกิจกรรมสาระความรู้ควบคู่กับความสนุกสนานส่งตรงถึงเยาวชนกว่า 200 คน จาก 10 โรงเรียน ผ่านกิจกรรมฐานต่างๆ เช่น ฐานลด หวาน มัน เค็ม และฐานปลูกผัก

น้องตาปี - ด.ช. พนมพร ลักษณะอารี อายุ 8 ขวบ ชั้น ป.2 โรงเรียนวัดเขาพระนิ่ม บอกว่า ปกติชอบเล่นเตะฟุตบอลกับเพื่อน ๆ เป็นประจำวันในเวลาพักหรือหลังเลิกเรียน การมาร่วมกิจกรรมวันนี้ นอกจากจะได้รับความรู้เรื่องของการออกกำลังกายแล้ว ยังได้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกรับประทานอาหาร "ลดการบริโภค หวาน มัน เค็ม" โดยจะต้องไม่บริโภคน้ำตาล เกิน 6 ช้อนชา ไม่บริโภคน้ำมันเกินวันละ 6 ช้อนชา และไม่บริโภคเกลือเกินวันละ 1 ช้อนชา โดยตั้งใจว่าจะนำความรู้เหล่านี้กลับไปบอกเล่าให้กับเพื่อน ๆ และคุณพ่อคุณแม่อีกด้วย

เช่นเดียวกับ น้องฟาง - ด.ญ.นริศรา ใจซื่อสัตย์ อายุ 13 ปี ชั้น ม.1 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ที่มักจะใช้เวลาว่างออกกำลังกาย แถมยังเป็นนักกีฬาฟุตซอลประจำโรงเรียน รวมทั้งยังใช้เวลาอยู่บ้าน ช่วยคุณพ่อคุณแม่ทำงานบ้านเป็นประจำ ซึ่งถือเป็นการได้ออกกำลังกายไปในตัว ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง น้องฟางยังบอกว่าการได้มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ทำให้ได้รับประโยชน์มากมาย และพร้อมจะนำความรู้ที่ได้รับกลับไปแบ่งปันให้กับเพื่อน ๆ ในโรงเรียนและที่บ้านซึ่งไม่ได้มีโอกาสมาเข้าร่วมกิจกรรมอีกด้วย


ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดหรือความคืบหน้าของกิจกรรมในโครงการฯ ได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ www.facebook.com/ActivePlayActiveSchool

ขอบคุณแหล่งที่มา :http://www.thaihealth.or.th