"สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20"
ผู้มีจริยวัตรเรียบง่าย

 

นับเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง สำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศไทย ที่มีสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อจาก สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  หลังสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2556 โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โปรดสถาปนาให้ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์  (อัมพร อมฺพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ขึ้นเป็นพระสังฆราชองค์ใหม่  ซึ่งในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ จะมีพิธีสถาปนาที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)

ขณะที่ทางวัดราชบพิธฯ ได้ตระเตรียมปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณรอบวัดและทำความสะอาดพื้นที่โดยรอบภายในวัดเพื่อเตรียมความพร้อมการสถาปนาสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20

โดยในส่วนตำหนักอรุณ ซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จพระมหามุนีวงศ์  ทางวัดได้บูรณะด้วยการขัดทำความสะอาดและทาสีใหม่  ซึ่งใช้สีเปลือกไข่ ตัดขอบบานประตูหน้าต่างด้วยสีเขียวอ่อนและเข้มอย่างสวยงาม  มีกำหนดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 9 ก.พ. นอกจากนี้ยังเตรียมจัดสถานที่บริเวณชั้น 1 ของตำหนักอรุณ ใช้เป็นสำนักงานของสมเด็จพระสังฆราชเช่นกัน

 

แม้สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ จะได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช หรือ “ประมุขทางสงฆ์”  ท่านได้กำชับเรื่องการจัดงานในครั้งนี้ให้เป็นไปอย่างเรียบง่ายไม่เน้นเอิกเกริก  เฉกเช่นเดียวกับจริยวัตรของท่านมักได้รับการพูดถึงอยู่เสมอจากคนใกล้ชิดและลูกศิษย์ว่า ท่านดำรงตนอยู่ศีลธรรมอย่างเคร่งครัด สมถะไม่หรูหราฟุ่มเฟือยไม่เคยต้องมัวหมองเรื่องเงินทองให้เสื่อมเสียเกียรติ ที่สำคัญยังเคร่งครัดในพระธรรมวินัย

จริยวัตรปัจจุบันของสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ ยังทบทวนฝึกฝนอ่านตำรับตำราอยู่เป็นประจำทุกคืน กว่าจะเข้านอนได้ก็ช่วงเวลา 22.00 -23.00 น. และตื่นขึ้นมาอีกครั้งเวลาประมาณ ตี 5 เศษ เพื่อมาเดินออกกำลังกาย ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงของทุกวัน  โดยสังเกตได้จากการเดินเหินของท่านยังคงแข็งแรง แม้อายุท่านจะ 90 ปี แล้วก็ตาม 

ย้อนอดีตสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ อัมพโร เจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ นามเดิมว่า "อัมพร ประสัตถพงศ์" เกิดวันเสาร์ที่ 26 มิ.ย.พ.ศ. 2470 ตำบลบางป่า อ.เมืองราชบุรี จ.ราชบุรี โดยครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย ในวัยเด็กท่านเรียนชั้นประถมศึกษาโรงเรียนเทวานุเคราะห์ กองบินน้อยที่ 4 ต.โคกกระเทียม อ.เมือง จ.ลพบุรี กระทั่งจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

ต่อมาปี 2480 สมเด็จพระมหามุนีวงศ์  ได้บรรพชาเป็นสามเณร วัดสัตตนารถปริวัตรวรวิหาร ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี โดยมีพระธรรมเสนานี (เงิน นนฺโท) เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อครั้งเป็นสามเณรอัมพร ประสัตถพงศ์ เคยไปอยู่จำพรรษาที่วัดตรีญาติ ต.พงสวาย เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม

กระทั่งปี 2483 สมเด็จสามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี จากนั้นในปี 2484 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นโท และปี 2486 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก และสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค กระทั่งในปี 2488 สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค 

ช่วงปี 2490 ท่านได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยสมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินฺตากโร) นำมาฝากกับสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสน์ วาสโน) โดยได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ  ในวันที่ 9 พ.ค.พ.ศ. 2491 ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม  ซึ่งได้สมเด็จพระสังฆราชวาสน์ เป็นพระอุปัชฌาย์ให้

เมื่อเข้าสู่ร่มกาสาวพัตรอย่างสมบูรณ์แล้ว ท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรมจนสอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค พระอัมพร ท่านหมั่นเพียรศึกษาตำรา  ก่อนเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) จบการศึกษาศาสนศาสตรบัณฑิต และได้เดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ที่ มหาวิทยาลัยพาราณสี  ประเทศอินเดีย กระทั่งจบการศึกษา ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ปี 2512 ก่อนเดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดราชบพิธฯ

สำหรับภารกิจและงานเผยแพร่ที่โดดเด่น พระอัมพร ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตนำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ได้วางรากฐานพระพุทธศาสนา ทำให้พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทมีความมั่นคง มีวัดและพระสงฆ์อยู่ประจำรัฐแห่งนี้ ก่อนขยายไปยังเมืองใหญ่อีกหลายเมือง อาทิ กรุงแคนเบอร์รา นครเมลเบิร์น และเมืองดาร์วิน เป็นต้น

กระทั่งในปี 2552 สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินตากโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ ได้มรณภาพลง  ทำให้พระอัมพรได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ ต่อมาที่ประชุมมหาเถรสมาคม มีมติเห็นชอบแต่งตั้งให้ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ จวบจนปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังเป็นประธานอำนวยการฝ่ายบรรพชิต พระมหาธาตุเจดีย์และเขตพุทธาวาสเฉลิมพระเกียรติ ในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และฉลองมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ วัดธัมมธโร กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย

อย่างไรก็ตาม  สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ ยังเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14-15 ฝ่ายธรรมยุต  ทั้งยังดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ,นายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร.), กรรมการบริหารมูลนิธิมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ,แม่กองงานพระธรรมทูต และยังเป็นประธานมูลนิธิพระอาจารย์ฟั่น อาจาโร และเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์ฟั่นที่มีสมณศักดิ์สูงสุดในปัจจุบัน  นับเป็นเนื้อนาบุญของประเทศที่จะกราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ

โดย...เอกชัย จั่นทอง

ขอบคุณแหล่งที่มา :http://www.posttoday.com