"เดินให้มากขึ้น 10 นาทีต่อวัน"

 เดินออกกำลังกาย หรือเดินเล่นให้มากกว่าที่เคยทำมา เชื่อไหมว่าสิ่งดี ๆ ก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตคุณได้ง่าย ๆ แค่ก้าวขาออกเดินเท่านั้นเอง 

          ลองมาคิด ๆ ดู วันหนึ่งนี่เรานั่งกันมากกว่าเดินอีกนะคะ แถมบางคนก็นั่งทีน้านนาน โดยเฉพาะคนที่ต้องขับรถไปไหนมาไหน คนที่ต้องนั่งรถเมล์มาทำงาน เจอรถติดกันทีเป็นชั่วโมง ครั้นถึงออฟฟิศก็นั่งทำงานยาว ๆ กันไปอีกไม่ต่ำกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน แล้วไหนจะนั่งรถกลับบ้านหลังเลิกงานกันอีกล่ะ แค่คิดก็เมื่อยแล้วนี่พูดจริง 
          
          งั้นเอาเป็นว่านับจากนี้ไปเรามาลุกเดินกันเถอะ ! เพราะแค่เราเดินให้มากขึ้น 10 นาทีต่อวัน สิ่งมหัศจรรย์ตามนี้ก็จะเกิดขึ้นกับเราแล้ว

1. บำรุงหัวใจ

          การเดินช่วยบำรุงสุขภาพหัวใจได้มากมายนัก ทั้งช่วยลดความดันโลหิต ช่วยคงสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยลดคอเลสเตอรอล ซึ่งนับว่าช่วยลดปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจได้ทุกเม็ดเลยทีเดียว

2. ช่วยพัฒนาการทำงานของประสาทและสมอง

          อย่าเพิ่งเข้าใจว่าการเดินจะช่วยเพิ่ม IQ ให้เราได้ เพราะจริง ๆ แล้วสิ่งที่การเดินช่วยได้ก็คือ ช่วยเพิ่มสมาธิ ช่วยให้เราได้มีเวลาเรียบเรียงข้อมูลในสมอง และช่วยให้เรามีโอกาสรับรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น 

          นอกจากนี้การเดินออกกำลังกายยังกระตุ้นการหลั่งสาร BDNF (Brain-derived neurotrophic factor) หรือสารกระตุ้นเซลล์สมอง ซึ่งจะช่วยบำรุงรักษาเซลล์สมองที่มีอยู่เดิมให้แข็งแรงดี และทำให้เกิดการแตกสาขาของเซลล์ประสาทในสมองขึ้นมาใหม่ ที่ในทางการแพทย์เชื่อว่า สารนี้มีความสำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้ และความจำของคนเรา

3. ช่วยลดความเครียด

          การเดินออกกำลังกายจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินออกมา ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น ความเครียดที่มีอยู่ก็จะบรรเทาลง อีกทั้งการเดินยังช่วยเพิ่มสมาธิ เรียกสติให้เราได้ดีอีกด้วยนะคะ

4. บำรุงกระดูก

          หนึ่งในวิธีบำรุงกระดูกให้แข็งแรงก็คือการเดินนี่แหละค่ะ เพราะการเดินจัดเป็นวิธีออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน เปิดโอกาสให้เราได้ใช้กล้ามเนื้อ และกระดูกตั้งแต่หัวจรดเท้า (ต้านกับแรงโน้มถ่วงของโลก) ลดโอกาสที่กระดูกจะเสื่อมสภาพจากการไม่ใช้งาน อีกทั้งหากเดินเป็นประจำก็จะทำให้กระดูกหนาแน่นและแข็งแรงยิ่งขึ้นด้วย 

5. ช่วยลดน้ำหนัก

          แค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกาย และการเดินที่เป็นการออกกำลังกายไม่หวือหวามากก็ช่วยเบิร์นได้ถึง 50 กิโลแคลอรีต่อ 10 นาทีเชียวล่ะค่ะ ดังนั้นใครอยากลดน้ำหนัก โดยเฉพาะคนที่มีน้ำหนักเกินมาก ๆ การเดินก็เป็นทางเลือกลดความอ้วนที่น่าลองไม่เบา

6. แก้นอนไม่หลับ

          การเดินออกกำลังกายตอนเย็นขณะที่แสงแดดอ่อน ๆ จะช่วยแก้นอนไม่หลับได้ดี เพราะการออกกำลังกายด้วยการเดินจะช่วยให้จิตใจสงบขึ้น บวกกับความรู้สึกเหนื่อยจากการออกกำลังกายก็จะผลักดันให้เรานอนหลับได้ง่ายขึ้นด้วย

7. ช่วยให้เลือดไหลเวียนสะดวก

          ในขณะที่เราเดิน หลอดเลือดจะขยายและหดตัว สลับกันอย่างนี้เรื่อย ๆ ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดเป็นไปได้ดี ทั้งยังช่วยลดความดันโลหิตลงได้ ที่สำคัญหากเดินได้ทุกวัน ผิวพรรณของเราก็จะสดใส่เปล่งปลั่งดูสุขภาพดีโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องสำอางใด ๆ

8. แก้ท้องผูก

          การเดินจะช่วยปรับระบบการย่อยอาหารและระบบขับถ่ายไปในคราวเดียวกัน ฉะนั้นใครที่มีปัญหาท้องผูก ถ่ายยากเป็นประจำ หรือมักจะมีอาการอาหารไม่ย่อย ลองเดินให้ได้วันละ 10 นาทีเป็นอย่างต่ำดูนะคะ

9. ป้องกันและต่อต้านการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ

          แค่เดินก็ช่วยให้ร่างกายห่างไกลโรคหัวใจ โรคความดันโลหิต โรคกระดูกพรุน โรคเบาหวาน ได้แล้วนะคะ เพราะอย่าลืมสิว่า กีฬาและการออกกำลังกายเป็นเสมือนยาวิเศษนะจ๊ะ

10. ชะลอความเสื่อมของร่างกาย

          ใครอยากเป็นหนุ่ม-สาว 2000 ปี แนะนำให้เดิน เดิน และเดินเลยจ้า เพราะการเดินช่วยยืดระยะความเป็นหนุ่มเป็นสาวให้ยาวนานขึ้น ทั้งยังช่วยให้เราอายุยืนขึ้นด้วยนะคะ

 

เอาล่ะ ! ได้รู้ประโยชน์ของการเดินกันแล้ว เรามาหาเวลาเดินให้มากขึ้นกันดีกว่า อ๊ะ ! และอย่าบอกว่าไม่มีเวลาเดิน เพราะหากคุณอยากเดินให้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนจริง ๆ ก็ทำได้ตามนี้เลย

          - เดินคุยโทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นสายที่คุยกับลูกค้า หรือโทรเม้าท์กับเพื่อน ก็อย่านั่งติดที่ ให้ลุกเดินไปพูดไปได้เลย

          - ถ้าระยะทางไม่ไกล และไม่ได้รีบ ให้เดินไปยังจุดหมาย แทนการเรียกวินมอเตอร์ไซค์

          - ไปไหนมาไหนด้วยบริการรถสาธารณะ จะได้มีโอกาสเดินไปขึ้นรถลงเรือกับเขาบ้าง

          - ตื่นให้เช้าขึ้น แล้วปลุกตัวเองด้วยการเดินวันละ 10 นาที ซึ่งจะเติมความสดชื่นให้คุณได้มากเลยทีเดียว

          - ลุกออกไปหาข้าวกลางวันกินข้างนอกออฟฟิศ และต้องไปด้วยการเดินเท่านั้น

          - หลังมื้อเย็นให้ลุกไปเดินย่อยสัก 10 นาที กิจกรรมง่าย ๆ นี้ทำในบ้านหรือนอกบ้านก็ได้หมด

          

ขอบคุณแหล่งที่มา :

หมอชาวบ้าน